เมื่อ : 27 มี.ค. 2569 , 34 Views
หลักฐานเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย      ยังไม่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม

 

ในหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการพัฒนานโยบายฉลากโภชนาการด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน ฉลากคำเตือนเป็นแนวทางที่มีประสิทธิผลสูงสุดและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค การปรับเปลี่ยนนโยบายโดยไม่รีรอและควบคู่กับการให้ความรู้และการติดตามประเมินผล จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำนวัตกรรมนโยบายด้านโภชนาการของภูมิภาคได้ โดยฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ (Front-of-Pack Labels: FOPL) ของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากงานวิจัยล่าสุดซึ่งทำการศึกษาโดย พเยาว์ ผ่อนสุขและคณะ ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรายงานในวารสาร Public Health Nutrition ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยจำนวน 410 คนพบว่า ถึงแม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรับรู้เกี่ยวกับฉลากที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่มีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น ที่ใช้ข้อมูลจากฉลากเป็นประจำและรูปแบบตัวเลขที่ซับซ้อนยังเป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจ หลักฐานเชิงประจักษ์นี้ชี้ชัดว่า ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนรูปแบบฉลาก Guideline Daily Amounts (GDA) ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันไปสู่ฉลากแบบบอกความหมายทางโภชนาการเป็นคำเตือน (Warning Labels) ควบคู่กับ การรณรงค์ให้ความรู้สาธารณะ เพื่อลดภาระโรคไม่ติดต่อที่มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหาร

 

โดยการออกแบบและการบังคับใช้ฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่นั้น ควรจะต้องสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์กรอนามัยโลก (WHO) และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากล ซึ่งรวมถึง ความชอบของผู้บริโภคในรายละเอียดการออกแบบ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเกณฑ์และรูปแบบหลักของฉลากแบบบอกความหมายทางโภชนาการเป็นคำเตือน และให้มีการกำหนดรูปแบบฉลาก ทั้งขนาด ตำแหน่ง และความชัดเจน อีกทั้งยังกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและการบังคับใช้อย่างชัดเจน  และควรมีการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลเพื่อติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค การปฏิบัติตามของภาคอุตสาหกรรม ความพยายามในการปรับสูตรอาหาร และผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชากรอย่างต่อเนื่อง


รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่า ปัญหาในขณะนี้คือประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds) ซึ่งมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารที่มีโภชนาการไม่เหมาะสม ฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ถึงแม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้จักฉลากโภชนาการที่ใช้ในปัจจุบัน การรับรู้ฉลาก GDA อยู่ที่ร้อยละ 95 และการรับรู้ตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” อยู่ที่ร้อยละ 82 แต่มีเพียงร้อยละ 24 ของผู้บริโภคเท่านั้นที่อ่านฉลากเป็นประจำ โดยเฉพาะฉลาก GDA ซึ่งเป็นฉลากที่บังคับแสดงบนหน้าบรรจุภัณฑ์อาหารแปรรูปส่วนใหญ่ แต่กลับมีผู้ที่เข้าใจน้อยมาก ทั้งนี้ช่องว่างระหว่างการรับรู้และการใช้งานนี้ถือเป็นความท้าทายในการตอบโจทย์นโยบายด้านสาธารณสุข


รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ กล่าวว่า การศึกษานี้ ประเมินจากฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ 6 รูปแบบ ได้แก่ 1.ฉลาก GDA 2. ฉลากคำเตือน (Warning Labels) 3.Nutri-Score 4.Health  Logo (ทางเลือกสุขภาพ) 5. Star Rating และ6.ฉลากสัญญาณไฟจราจร (Traffic Light Labels) และ6.ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ โดยการสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้บริโภคชาวไทยอายุตั้งแต่ 12–78 ปีในกรุงเทพฯและพื้นที่ปริมณฑลช่วงต้นปี 2565 โดยประสิทธิผลของฉลากจากการอ่าน ฉลากคำเตือน (Warning Labels) และ Nutri-Score มีประสิทธิผลสูงที่สุดในการช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ และฉลากคำเตือนเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในการช่วยผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกและผลการศึกษาในระดับโลก ในขณะที่ฉลาก GDA ได้คะแนนต่ำสุดทั้งในแง่ของการใช้งานและความเข้าใจ ส่วน ตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Logo)ได้รับคะแนนสูงด้านความชอบของบรรจุภัณฑ์ (ร้อยละ 60) ความโดดเด่น (ร้อยละ 59) และความสวยงาม (ร้อยละ 57) แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการช่วยให้ผู้บริโภคเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นไม่ได้รับการประเมิน

 

ทั้งนี้สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพเป็นรูปแบบฉลากตามความสมัครใจและไม่สามารถให้ข้อมูลของสารอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด  กล่าวโดยสรุปอุปสรรคของรูปแบบฉลากทั้งหมดในปัจจุบันในการศึกษาในเชิงคุณภาพบ่งชี้อุปสรรคที่สำคัญของฉลาก เช่น เวลาจำกัดในการเลือกซื้อสินค้า ขนาดตัวอักษรเล็ก และความยากลำบากในการตีความตัวเลข  ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านโภชนาการ อีกทั้งรูปแบบฉลากที่มีสี (color-coded systems) ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะสะดุดตาและชื่นชอบฉลากที่มีสี แต่ข้อมูลการศึกษาเชิงปริมาณบ่งชี้ว่า ฉลากคำเตือน มีประสิทธิผลสูงกว่าในการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในทุกกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการมีฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์ ดังนั้นนัยสําคัญในเชิงนโยบายหรือข้อเสนอแนะผลกระทบหรือแนวทางปฏิบัติที่สรุปได้จากผลการวิจัย ข้อมูลหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของภาครัฐและเอกชนในการกำหนดมาตรการ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาโครงสร้างเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน จะต้องเร่งดำเนินการทันทีในการเปลี่ยนรูปแบบฉลากหน้าบรรจุภัณฑ์จากแบบ GDA เป็นฉลากคำเตือน ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในการช่วยให้ผู้บริโภคคนไทยได้ตัดสินใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพและในขณะที่ยังคงเป็นที่ยอมรับได้ โดยฉลากที่ระบุประสิทธิผลของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นเกณฑ์หลักในการระบุความถูกต้องของมาตรฐานในการบริโภค และอันตรายหากมีการบริโภคมากเกินความพอดี  แม้ว่าความชอบของผู้บริโภคนั้น จะมีความสำคัญต่อการสนับสนุนของสังคม แต่ประสิทธิผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควรต้องเป็นเกณฑ์หลักของนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ 


นอกจากนี้ยังต้องทำการปฏิรูปฉลากรูปแบบใหม่ให้มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น เวลาการดูฉลากระหว่างเลือกซื้อ ความชัดเจนของตัวอักษร การตีความที่ง่ายโดยไม่ต้องคำนวณหรือมีความรู้ด้านโภชนาการหรือการให้ความรู้สำคัญในการรณรงค์ในเรื่องฉลากโภชนาการหน้าบรรจุภัณฑ์ ควรดำเนินการก่อน/ระหว่างการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลต่อทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคและผลลัพธ์ทางด้านสุขภาพเป็นหลักด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ 

1.การบังคับใช้ฉลากคำเตือนบนหน้าฉลากบรรจุภัณฑ์แทนระบบฉลาก GDA

2.รณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณะอย่างครอบคลุมทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการดำเนินการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ และ 

3.หารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กลุ่มผู้บริโภคและองค์กรสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ-เจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงระหว่างการพัฒนานโยบายการบังคับใช้ฉลากรูปแบบใหม่ จะต้องป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนตลอดกระบวนการอย่างเหมาะสม